Back to the old version
loading...
ข่าว > ลีกคัพอื่นๆ >
ข้อความหลัก

ส่อง 5 ประเด็นร้อน อังกฤษ พลิกแซง คองโก ทะลุ 16 ทีมฟุตบอลโลก

พฤหัส, 02/07/2026 ที่มา www.siamsport.co.th

สรุป 5 ข้อน่าสนใจหลัง อังกฤษ พลิกสถานการณ์เฉือน ดีอาร์ คองโก 2-1 ทะยานเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2026 โดยมี แฮร์รี่ เคน สวมบทฮีโร่ซัดประตูชัย พร้อมเจาะลึกปัญหาเกมรับและฟอร์มแนวรุกที่ ทูเคิ่ล ต้องเร่งแก้ไขก่อนดวลเจ้าภาพ เม็กซิโก ที่สนามแห่งประวัติศาสตร์ คลิกอ่านวิเคราะห์เจาะลึกทั้งหมดได้ที่นี่
 

โธมัส ทูเคิ่ล ยังคงมีงานหนักเพื่อปรับปรุงแก้ไขทีมชาติอังกฤษ แม้เกมนี้จะสามารถพลิกแซงชนะ ดีอาร์ คองโก 2-1 ได้ แต่ทัพ "สิงโตคำราม" ยังมีจุดบกพร่องที่ต้องรีบปรับแก้เป็นการด่วน โดยเฉพาะเกมรับ ขณะที่ แฮร์รี่ เคน ยังสามารถเป็น "เดอะ แบก" ให้กับทีมชาติได้ต่อไป ส่วนเรื่องเกมรุกทางริมเส้น เป็นอีกสิ่งที่นายใหญ่ชาวเยอรมันต้องหาผู้เล่นที่ฟอร์มคงเส้นคงวาให้ได้ หากหวังจะก้าวไปให้ไกลอย่างที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้
 

1. เกมรับยังคงเป็นปัญหา
 

จังหวะการเสียประตูแรก หลายคนอาจมองว่า เฌด สเปนซ์ ต้องรับผิดชอบเต็มๆ ที่ดันโหม่งไม่ดี บอลไปตกที่ ไบรอัน ซิเพงกา ที่ยืนโล่งๆ ซัดเต็มข้อ บอลผ่านมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด เข้าไปซุกก้นตาข่ายตั้งแต่ต้นเกม
 

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันอย่างละเอียด จะเห็นได้ว่าเกิดข้อผิดพลาดตั้งแต่การปล่อยให้ ชองแซล เอ็มเบมบ้า ครอสบอลเข้าไปในกรอบ ขณะที่คู่เซนเตอร์แบ็กดันหลุดตำแหน่ง ทำให้ สเปนซ์ ต้องวิ่งมาประกบกองหน้าดีอาร์ คองโก ส่งผลให้พื้นที่ทางขวาโล่ง ไม่มีใครตามประกบ ซิเพงกา
 

แถมจังหวะการจบสกอร์ของ ซิเพงกา แม้จะมีความแรงและเฉียบคม แต่จริงๆ แล้ว พิคฟอร์ด ควรจะทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ เพราะเขาปิดมุมไม่ได้ ทำให้ผู้เล่นคองโกสามารถตะบันบอลเข้าประตู
 

จริงๆ แล้วถ้าหากอังกฤษเจอกับคู่แข่งที่มีศักยภาพในเกมรุกอันตรายกว่านี้ การเล่นเกมรับที่หละหลวมมีสิทธิ์ที่จะทำให้ทีมเสียประตูอีกหลายลูก ดังนั้น โธมัส ทูเคิ่ล ต้องรีบหาทางแก้ปัญหาในเรื่องนี้ให้เร็วที่สุด
 

2. จุดโทษหรือไม่?
 

หลายคนตั้งคำถามว่าทำไมจังหวะที่ แฮร์รี่ เคน โดน ลีโอแนล เอ็มปาซี ปัดขาล้มในเขตโทษถึงไม่เป็นจุดโทษ แถม อาดัม มาคัดเมห์ กรรมการชาวจอร์แดน และทีมงาน VAR ไม่มีการเช็กจังหวะนั้นซ้ำด้วย เพราะมองว่ากัปตันทีมชาติอังกฤษพุ่งล้ม!
 

จังหวะนี้จึงออกมา “ก้ำกึ่ง” คือทั้งดูเหมือนเป็นจุดโทษ และในขณะเดียวกันก็อาจมองได้ว่าเป็นการพุ่งล้ม นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ความคิดเห็นของผู้คนแตกออกเป็นสองฝ่าย แต่หากวิเคราะห์แล้วมันมีรายละเอียดที่น่าสนใจ:
 

  • ไม่มีข้อสงสัยว่า เอ็มปาซี ปะทะกับ เคน และทำให้เขาล้มลง อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้มีรายละเอียดน่าสนใจมากกว่านั้น เพราะก่อนจะถึงจังหวะปะทะ นักเตะเริ่มเสียการทรงตัวอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งเป็นผลมาจากความเร็วและโมเมนตัมที่วิ่งมาเต็มสปีดของเขาเอง

  • หากดูจากภาพรีเพลย์จะเห็นได้ว่าเท้าขวาของกองหน้า "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค เหมือนจะไปสะดุดพื้นสนาม ทำให้เขาเริ่มเสียหลักตั้งแต่จังหวะแรกนั้นแล้ว

  • ในช่วงที่นายทวารดีอาร์ คองโก เข้ามาถึง โดยที่ดูเหมือนจะหดแขนเข้าหาลำตัว อดีตดาวยิง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ก็ได้แอ่นหลังและปรับท่าทางเพื่อทำให้การปะทะดูชัดเจนขึ้นและนำไปสู่การถูกฟาวล์

  • เวย์น รูนี่ย์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษและดาวยิงสูงสุดตลอดกาล ซึ่งทำหน้าที่วิเคราะห์เกมให้กับ บีบีซี มองว่าจังหวะนั้นยังไงก็ไม่เป็นจุดโทษ เพราะ เคน สะดุดกำลังจะล้มก็เลยพุ่งเข้าไปชนโกลคู่แข่ง

3. แนวรุกริมเส้นยังขาดความเฉียบคม
 

ทูเคิ่ล ไม่ค่อยพอใจกับคุณภาพของผู้เล่นในตำแหน่งริมเส้นที่เขามีอยู่ในทัวร์นาเมนต์นี้ โดยเฉพาะฝั่งซ้าย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เขาสลับใช้งาน แอนโธนี่ กอร์ดอน กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด ไปมาอยู่ตลอด
 

จนกระทั่งการแข่งขันเข้าสู่รอบ 32 ทีมสุดท้าย อังกฤษยังไม่มีนักเตะริมเส้นคนไหนที่ผลงานคงเส้นคงวาเลย แน่นอนว่า แรชฟอร์ด มีช่วงเวลาที่ดีในเกมชนะโครเอเชีย หลังจากตอนแรกถูกตัดชื่อออกจากทีมตัวจริง ขณะที่ กอร์ดอน ฟอร์มไม่ค่อยเด่นในสองเกมแรกที่ได้เป็นตัวจริง
 

ผลงานในจังหวะสุดท้ายของ "แรชชี่" ในเกมนี้ยังห่างไกลจากมาตรฐานที่ดีพอ จนไม่น่าแปลกใจที่เขาและ โนนี่ มาดูเอเก้ ซึ่งก็มีฟอร์มขึ้นๆ ลงๆ อีกครั้ง ถูกเปลี่ยนตัวออกหลังเกมผ่านไปราวๆ 1 ชั่วโมง ก่อนที่ กอร์ดอน และ บูกาโย่ ซาก้า ซึ่งยังมีอาการเจ็บเอ็นร้อยหวายเล็กน้อย จะถูกส่งลงมาแทน
 

สตาร์ใหม่แกะกล่องของ บาร์เซโลน่า มีคุณภาพอยู่แล้ว และนั่นคือเหตุผลที่ "เจ้าบุญทุ่ม" รีบขยับแย่งตัวเขามาจาก บาเยิร์น มิวนิค ในช่วงซัมเมอร์นี้ โดยเจ้าตัวได้สร้างโมเมนต์สำคัญด้วยการเปิดบอลที่แม่นยำไปให้ เคน โหม่งตีเสมอ ตามด้วยการส่งให้กัปตันทีมชาติอังกฤษซัดประตูชัยในช่วง 5 นาทีสุดท้ายด้วย
 

4. คิลเลอร์ เคน
 

เมื่อทีมชาติต้องการใครสักคนที่พร้อม "แบก" ทีมมากที่สุด แฮร์รี่ เคน จะโผล่ออกมาเพื่อแบกรับความหวังของคนทั้งชาติอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่แค่ครั้งเดียว แต่ถึงสองครั้งสำหรับแมตช์สำคัญนี้
 

เกมนี้ เคน อาจจะไม่ค่อยได้มีโอกาสมากนัก เพราะผู้เล่นดีอาร์ คองโกเล่นเกมรับได้เหนียวแน่น แถม ลีโอแนล เอ็มปาซี ดันสวมวิญญาณปลาหมึกเซฟสำคัญได้หลายครั้ง ทำให้ "สิงโตคำราม" ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กดดัน
 

อย่างไรก็ตาม เคน สามารถกลับมาเรียกฟอร์มเด่นของตัวเองได้ และจัดการโหม่งตีเสมอให้ทีม ก่อนจะสร้างโมเมนต์สุดเหนือชั้นในจังหวะยิงประตูที่สอง เมื่อเขาสัมผัสบอลเพียงสามจังหวะ ได้แก่ จับบอล, หมุนตัว และยิงเต็มข้อ กลายเป็นประตูชัยของอังกฤษ
 

  • ปัจจุบัน เคน ยิงประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวมเป็น 13 ลูก แซงหน้าตำนานอย่าง เปเล่ เป็นที่เรียบร้อย

  • เขาสัดไปแล้ว 5 ประตู ในศึก เวิลด์ คัพ 2026 เท่ากับ เออร์ลิง ฮาลันด์ และตามหลังแค่ คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ทำไปแล้วคนละ 6 ประตู

ตราบใดที่ เคน ฟิตสมบูรณ์ และเพื่อนร่วมทีมยังสามารถป้อนบอลให้เขาในพื้นที่อันตรายบริเวณกรอบเขตโทษได้ ทัพ "สิงโตคำราม" ก็จะมีโอกาสคว้าชัยชนะในทุกเกม เพราะนี่คือผู้เล่นหมายเลข 9 ขนานแท้ที่สมบูรณ์แบบของอังกฤษ
 

5. เอสตาดิโอ อัซเตก้า สนามแห่งความทรงจำ
 

สำหรับในรอบ 16 ทีมสุดท้าย อังกฤษต้องเจอกับงานหนักเมื่อมีคิวดวล เม็กซิโก เจ้าภาพร่วม ที่สนาม เอสตาดิโอ อัซเตก้า ในกรุงเม็กซิโกซิตี้ ซึ่งสนามแห่งนี้มีความทรงจำที่แฟนบอล "ทรี ไลอ้อนส์" ไม่เคยลืมจนถึงปัจจุบัน
 

อังกฤษเคยลงเล่นที่เมกะลูกหนังแห่งนี้เมื่อปี 1986 ในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศ พบ อาร์เจนตินา ซึ่งแมตช์นั้นกลายเป็นหนึ่งในตำนานของฟุตบอลโลก เพราะได้เกิดสองประตูที่ถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์ลูกหนัง ทั้งสองประตูเป็นผลงานของ ดีเอโก้ มาราโดน่า เทพเจ้าลูกหนังทีมชาติอาร์เจนตินา:
 

  • ประตูแรก: การสร้างตำนาน "หัตถ์พระเจ้า" หรือ "แฮนด์ ออฟ ก็อด"

  • ประตูที่สอง: ความสุดยอดของ "เสือเตี้ย" ที่ลากบอลกว่าครึ่งสนามหลบผู้เล่นอังกฤษ 4-5 คนก่อนจบสกอร์อย่างเหนือชั้น

อังกฤษต้องตกรอบ ขณะที่ มาราโดน่า นำอาร์เจนตินาผงาดคว้าแชมป์เวิลด์ คัพ บนดินแดนจังโก้
 

ทัพ "สิงโตคำราม" จะกลับมาลงสนามที่ เอสตาดิโอ อัซเตก้า อีกครั้ง แต่พวกเขาจะสามารถลบความทรงจำอันเจ็บปวดจากค่ำคืนเมื่อเกือบสี่ทศวรรษได้ไหม หรือจะตอกย้ำความช้ำให้ฝังลึกลงไปอีก อีกไม่กี่วันก็จะได้รู้