Back to the old version
loading...
ข่าว > ลีกคัพอื่นๆ >
ข้อความหลัก

Hall Of Fame “ลิโอเนล เมสซี่” ที่สุดตลอดกาล "ทีมชาติอาร์เจนติน่า"

อาทิตย์, 21/06/2026 ที่มา www.thairath.co.th


Hall Of Fame “ลิโอเนล เมสซี่” ที่สุดตลอดกาล "ทีมชาติอาร์เจนติน่า"

Hall Of Fame “ลิโอเนล เมสซี่” ที่สุดตลอดกาล "ทีมชาติอาร์เจนติน่า"

ในโลกฟุตบอล มีนักเตะมากมายที่ประสบความสำเร็จ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่สามารถเปลี่ยนชื่อของตนเองให้กลายเป็นตำนานได้ และชื่อของ “ลิโอเนล เมสซี” คือหนึ่งในนั้น เรื่องราวของเขากับทีมชาติอาร์เจนตินาไม่ได้ถูกจารึกเพราะพรสวรรค์เพียงอย่างเดียว หากแต่เกิดจากการต่อสู้กับความคาดหวังของคนทั้งประเทศ จนกระทั่งวันที่เขาพาฟ้าขาวขึ้นสู่จุดสูงสุดของโลก และเติมเต็มบทสุดท้ายของความยิ่งใหญ่ได้อย่างสมบูรณ์ ติดตามได้ใน Hall of Frame

“ลิโอเนล อันเดรส เมสซี” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลิโอเนล เมสซี” ย้อนกลับไปในปี 2005 ชื่อของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น หลังจากทีมเขาพาทีมชาติอาร์เจนตินารุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี คว้าแชมป์โลกเยาวชน พร้อมคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมและดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์ ก่อนที่ความสำเร็จในครั้งนั้นจะทำให้ความคาดหวังของผู้คนชาวอาร์เจนตินา เริ่มเกิดขึ้นในตัวของ “ลิโอเนล เมสซี” ที่จะขึ้นมาสืบทอดสุดยอดตำนานของทีมชาติอย่าง “ดิเอโก มาราโดนา” ได้ในอนาคต

ฟุตบอลโลก 2006 ที่เยอรมนี คือเวทีแรกที่ ลิโอเนล เมสซี ได้สัมผัสฟุตบอลโลกในนามทีมชาติชุดใหญ่ แม้จะยังเป็นเพียงดาวรุ่งอายุ 18 ปีและมีบทบาทเป็นตัวสำรอง แต่เขาก็เริ่มแสดงให้เห็นถึงพรสวรรค์ที่แตกต่าง ก่อนที่อาร์เจนตินาจะไปถึงรอบก่อนรองชนะเลิศได้สำเร็จ โดยในครั้งนั้นเขามีผลงานทำ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ ต่อมาในฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ เมสซีก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมเต็มตัวในฐานะดาวเด่นของโลกฟุตบอล แต่แม้จะโชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่น อาร์เจนตินาก็ยังไปได้ไกลเพียงรอบก่อนรองชนะเลิศ ทำให้สองทัวร์นาเมนต์แรกในเวทีโลกกลายเป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้และการเริ่มต้นเส้นทางความกดดันในสีเสื้อทีมชาติ

ต่อมาในศึกฟุตบอลโลก 2014 อาร์เจนตินาผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์ได้ตั้งแต่นัดที่ 2 ของรอบแบ่งกลุ่ม โดยในรอบแบ่งกลุ่ม “ลิโอเนล เมสซี” ทำไป 4 ประตูกับ 1 แอสซิสต์ ยังมีประตูที่ทำได้จากฟรีคิกสุดสวยในเกมที่เอาชนะไนจีเรีย 3-2 และพาทีมชาติอาร์เจนตินา เข้าถึงรอบชิงชนะเลิศในรอบ 24 ปี ไปพบกับทีมชาติเยอรมนี ก่อนที่จะพ่ายแพ้ให้กับทัพ “อินทรีเหล็ก” 1-0 จากประตูในช่วงต่อเวลาพิเศษของ มาริโอ เกิทเซ จบทัวร์นาเมนต์ด้วยรองแชมป์ , ดาวซัลโวอันดับที่ 3 จากผลงาน 4 ประตู 1 แอสซิสต์ , คว้ารางวัล Man of the Match 4 ครั้งตลอดทัวร์นาเมนต์ และยังคว้ารางวัลลูกบอลทองคำ หรือ รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์

ความผิดหวังของ ลิโอเนล เมสซี ยังคงดำเนินต่ออย่างต่อเนื่อง ในศึกโคปาอเมริกา 2015 เขาพาทีมชาติอาร์เจนตินาเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง โดยครั้งนี้ต้องพบกับทีมชาติชิลี เกมเสมอกันจนต้องลากยาวไปถึงช่วงดวลจุดโทษ โดยมีเพียง “ เมสซี “ คนเดียวเท่านั้นที่ยิงเข้า ก่อนที่จะแพ้ 4-1 ส่งผลให้อาร์เจนตินาต้องเป็นรองแชมป์อีกครั้ง

ในศึกโคปาอเมริกา เซนเตนาริโอ เมสซีมีอาการบาดเจ็บรบกวนทำให้เขาได้ลงสนามน้อย และในลงสนามในนัดที่เจอกับปานามา เขาลงมานาทีที่ 61 ก่อนจะใช้เวลาเพียง 19 นาทีในการทำเฮตทริก และจบเกมเอาชนะไปได้ 5-0 ต่อมาในรอบก่อนรองชนะเลิศ เขาก็ยังยิง 1 จ่าย 2 และรอบ 4 ทีมสุดท้ายก็ยังคงความสุดยอดโดยการทำ 1 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์แบบเดิม พาทีมชนะทีมชาติสหรัฐอเมริกา 4-0 และเขายังทำลายสถิติดาวซัลโวตลอดการของทีมชาติอาร์เจนตินาของ กาเบรียล บาติสตูตา ลงได้สำเร็จ พาทีมเข้าชิง 2 สมัยติดต่อกัน ไปพบกับทีมชาติชิลี

แต่เหมือนเป็นเหตุการณ์ซ้ำรอบกับ โคปาอเมริกา 2015 เพราะต้องดวลจุดโทษอีกครั้ง และครั้งนี้เป็นเมสซีที่ยิงพลาด ก่อนที่ในท้ายที่สุดเขาจะเป็นรองแชมป์อีกครั้ง ทำให้เป็นผลงานที่ไม่น่าจดจำด้วยการเข้าชิง 3 ครั้งและจบด้วยการเป็นรองแชมป์ทั้งหมด และหลังจากนั้นเขาตัดสินใจประกาศเลิกเล่นทีมชาติทันทีหลังจบเกม

ฟุตบอลบอลโลก 2018 ลิโอเนล เมสซี่ รีเทิร์นกลับมาเล่นให้ทีมชาติอาร์เจนตินาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ไม่ง่าย เขาเริ่มทัวร์นาเมนต์ด้วยการเสมอ ไอซ์แลนด์ 1-1 , แพ้โครเอเชีย 3-0 และในเกมสุดท้ายเป็นการพบกับทีมชาติไนจีเรีย เมสซี ยิง 1 ประตู ช่วยให้อาร์เจนตินาเอาชนะ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมด้วยอันดับที่ 2 ของกลุ่ม

แต่ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายก็เป็นรอบที่ทีมชาติอาร์เจนตินาต้องหยุดเพียงรอบนี้ด้วยการพ่ายแพ้ให้กับ ฝรั่งเศส 4-3 แม้เขาจะช่วยทำ 2 แอสซิสต์ แต่ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้ทีมชาติอาร์เจนตินาผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ แต่ “ลิโอเนล เมสซี” ก็ยังทำสถิติเป็นนักเตะอาร์เจนตินาคนที่ 3 ที่สามารถทำประตูในฟุตบอลโลกได้เกิน 3 หน และ เป็นนักเตะคนแรกที่สามารถทำแอสซิสต์ได้ทุกครั้งในศึกฟุตบอลโลก 4 ครั้งที่ตัวเขาเข้าร่วม และเป็นนักเตะคนแรกที่สามารถทำได้ 2 แอสซิสต์ในเกมเดียวหลังจาก ดิเอโก มาราโดนา ทำได้ในปี 1986

หลังจากผ่านช่วงผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน ในศึกโคปา อเมริกา 2021 ที่ประเทศบราซิล ครั้งนี้แตกต่างออกไป อาร์เจนตินา เดินทางมาด้วยความหวังใหม่และ “เมสซี” มาด้วยวัยที่มากขึ้นพร้อมประสบการณ์และความเป็นผู้นำทั้งในสนามและห้องแต่งตัว

เริ่มทัวร์นาเมนนต์ด้วยการพบกับคู่แข่งที่สร้างความผิดหวังให้เขาอย่างชิลี ก่อนที่จะเสมอกัน 1-1 และเมสซี่ทำประตูได้จากลูกฟรีคิก และในรอบก่อนรองชนะเลิศก็เป็นตัวเขาเองที่พาทีมเอาชนะทีมชาติเอกวาดอร์ไปได้ 3-0 ด้วยผลงาน 2 แอสซิสต์ และ 1 ประตูจากลูกฟรีคิกอีกครั้งนึง ในรอบรองชนะเลิศ ชนะการดวลจุดโทษในการพบกับทีมชาติโคลอมเบีย 3-2 พาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศรายการใหญ่เป็นครั้งที่ 5 ในนามทีมชาติ

เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ที่ต้องพบกับเจ้าภาพ บราซิล และเป็นการรอคอยที่สิ้นสุดลงของอาร์เจนตินาและลิโอเนล เมสซี ด้วยการเอาชนะ 1-0 ได้ประตูชัยจากอังเคล ดิ มาเรีย ทำให้คว้าแชมป์โคปา อเมริกา มาครองได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1993 และเป็นแชมป์รายการแรกกับทีมชาติชุดใหญ่ของเมสซี จบทัวร์นาเมนต์ด้วยผลงานมีส่วนร่วมกับทุกประตูของอาร์เจนตินา 9 จาก 12 ประตูที่อาร์เจนตินาทำได้โดยทำไป 4 ประตู 5 แอสซิสต์ และได้รับเลือกเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดตลอดทัวร์นาเมนต์ร่วมกับ เนย์มาร์ อีกทั้งยังได้รับรางวัลรองเท้าทองคำจากการเป็นดาวซัลโวและทำแอสซิสต์สูงสุดตลอดทัวร์นาเมนต์ ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีหลังจากความผิดหวังมานับครั้งไม่ถ้วน

หลังจากปลดล็อกความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ในการคว้าแชมป์โคปา อเมริกาปี 2021 จากการแบกความผิดหวังกลับกลายมาเป็นความเชื่อมั่นว่าจะสานต่อความสำเร็จได้ ด้วยขุมกำลังที่มีประสบการณ์และดาวรุ่งที่ฟอร์มดีกับระดับสโมสร ทำให้อาร์เจนตินาถูกจับตามองเป็นอย่างมากในศึกฟุตบอลโลกปี 2022

เริ่มนัดแรกด้วยการแพ้แบบพลิกล็อกครั้งใหญ่ต่อซาอุดีอาระเบีย 2-1 แต่ในอีกสองเกมต่อมาก็สามารถเก็บชัยชนะจากเม็กซิโกและโปแลนด์ได้สำเร็จด้วยสกอร์ 2-0 ทั้งสองเกม รอบแบ่งกลุ่ม เมสซีทำ 2 ประตูกับ 1 แอสซิสต์มีส่วนสำคัญในการเป็นผู้นำพาทีมเข้ารอบน็อกเอาต์

ในรอบก่อนรองชนะเลิศของฟุตบอลโลก 2022 อาร์เจนตินาพบกับเนเธอร์แลนด์ในเกมที่ถูกจดจำว่าเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ดุเดือดที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก โดยอาร์เจนตินาออกนำก่อน 2-0 จากประตูของ นาอูเอล โมลินา และ ลิโอเนล เมสซี แต่เนเธอร์แลนด์ตีเสมอ 2-2 จากสองประตูของ เวาท์ เวกฮอร์สต์ รวมถึงลูกสูตรฟรีคิกในช่วงทดเวลาบาดเจ็บนาที 90+11 ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษและดวลจุดโทษ ก่อนที่อาร์เจนตินาจะชนะ 4-3 ผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศ เกมนี้เต็มไปด้วยการปะทะคารมและเหตุการณ์ตึงเครียดระหว่างนักเตะทั้งสองทีม จนผู้ตัดสินแจกใบเหลืองและใบแดงรวมกันถึง 18 ใบ ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

ต่อมาในรอบรองชนะเลิศ อาร์เจนตินา ต้องโคจรมาพบกับ ทีมชาติโครเอเชีย และเกมนี้เป็นเกมที่ “เมสซี” โชว์ฟอร์มร้อนแรงโดยยิง 1 ประตูจากจุดโทษ และการทำแอสซิสต์ที่ใช้ความสามารถเฉพาะตัวของเขาในการรับบอลจากกลางสนามบริเวณริมเส้น ก่อนจะพาบอลดวลกับ ยอสโก้ กวาร์ดิโอล ดาวรุ่งฟอร์มดีของทีมชาติโครเอเชีย ก่อนแอสซิสต์ให้ ฮูเลียน อัลวาเรซ ทำประตู จบเกมด้วยสกอร์ 3-0 ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

ในเกมนัดชิงชนะเลิศต้องพบกับแชมป์เก่าอย่าง ทีมชาติฝรั่งเศส ที่นำทัพมาโดยคิลียัน เอ็มบัปเป โดยอาร์เจนตินา ขึ้นนำไปก่อน 1-0 จากจุดโทษของลิโอเนล เมสซี และนำ 2-0 จาก อังเคล ดิ มาเรีย ก่อนจะโดยตีเสมอจากฟอร์มอันสุดยอดของ คิลียัน เอ็มบัปเป ที่ยิง 2 ประตู ภายในระยะเวลาเพียง 97 วินาที ทำให้เกมยังไม่จบง่ายๆต้องไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ

และในช่วงต่อเวลาพิเศษนั้นเองก็เป็น ลิโอเนล เมสซี ที่ทำประตูขึ้นนำ 3-2 แต่ก็เป็น คิลียัน เอ็มบัปเป ที่ไม่ลดละความพยายามยิงประตูตีเสมอ 3-3 จากลูกจุดโทษ และแชมป์เกือบเป็นของทีมแชมป์เก่าอย่าง ฝรั่งเศส เมื่อ โคโล่ มูอานี่ ได้หลุดเดี่ยวไปยิงประตู แต่ถูกเซฟได้อย่างสุดยอดจาก เอมิเลียโน มาร์ติเนซ จนทำให้ต้องไปดวลจุดโทษ และสุดท้ายเป็นทางด้านอาร์เจนตินา ที่ชนะในการดวลจุดโทษ 4-2 และเป็นการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้ในรอบ 36 ปี และเป็นแชมป์โลกครั้งแรกของ ลิโอเนล เมสซี และยังจบทัวร์นาเมนต์ด้วยการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเมนต์ไปครองได้เป็นครั้งที่สอง หลังจากที่เคยคว้ามาได้ในฟุตบอลโลกปี 2014

แชมป์ฟุตบอลโลก 2022 ไม่ได้เป็นเพียงถ้วยรางวัลที่ขาดหายไปในเส้นทางอาชีพของ ลิโอเนล เมสซี เท่านั้น แต่ยังเป็นบทสรุปของทุกคำวิจารณ์ ความผิดหวัง และความกดดันที่เขาต้องแบกรับตลอดการรับใช้ทีมชาติอาร์เจนตินา

จากดาวรุ่งผู้ถูกคาดหวังให้ก้าวขึ้นมาเดินตามรอยของ ดิเอโก มาราโดนา เมสซีต้องเผชิญกับทั้งความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศ การอกหักจากการเป็นรองแชมป์ถึง 3 รายการติดต่อกัน รวมถึงช่วงเวลาที่เคยตัดสินใจประกาศอำลาทีมชาติ ทว่าด้วยความมุ่งมั่นและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ เขากลับมานำทัพ "ฟ้าขาว" คว้าแชมป์โคปา อเมริกา ก่อนจะเติมเต็มความฝันสูงสุดด้วยการชูถ้วยฟุตบอลโลกในปี 2022

เรื่องราวของเมสซีจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของนักฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จในบั้นปลายอาชีพ หากแต่เป็นเรื่องราวของการต่อสู้ การลุกขึ้นหลังความผิดหวัง และการพิสูจน์ตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่า จนได้รับการยอมรับอย่างไร้ข้อกังขาในฐานะหนึ่งในนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล

และในศึกฟุตบอลโลก 2026 ที่สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และแคนาดา รับหน้าที่เป็นเจ้าภาพร่วม เมสซีในวัย 38 ปี ยังคงนำทัพอาร์เจนตินาชุดแชมป์โลกลงป้องกันแชมป์ โดยมีผู้เล่นแกนหลักหลายคนจากชุดแชมป์เมื่อ 4 ปีก่อนร่วมทีมอยู่เหมือนเดิม

ในเกมนัดเปิดสนามที่พบกับแอลจีเรีย อาร์เจนตินาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมด้วยการเอาชนะไป 3-0 และยังเป็นอีกครั้งที่เมสซีตอกย้ำความสำคัญของตัวเองต่อทีมชาติ เมื่อทั้ง 3 ประตูในเกมดังกล่าวมาจากฝีเท้าของเขาทั้งหมด

แฮตทริกครั้งนี้ไม่เพียงพาอาร์เจนตินาเก็บชัยชนะได้อย่างสวยงาม แต่ยังส่งให้เมสซีทำสถิติยิงประตูในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายรวม 16 ประตู เทียบเท่าสถิติดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ มิโรสลาฟ โคลเซ อดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมนี อีกทั้งยังกลายเป็นนักเตะอายุมากที่สุดที่ทำแฮตทริกได้ในศึกฟุตบอลโลก และนับเป็นแฮตทริกแรกของเจ้าตัวบนเวทีฟุตบอลโลกอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่เมสซีจะก้าวขึ้นเป็นดาวยิงสูงสุดตลอดกาลของฟุตบอลโลกยังคงเปิดกว้าง เพราะการแข่งขันครั้งนี้เพิ่งผ่านไปเพียงนัดแรกเท่านั้น ยังมีเวลาและโอกาสอีกมากให้กัปตันทีมชาติอาร์เจนตินารายนี้ทำลายสถิติเดิม และจารึกชื่อของตัวเองในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกด้วยสถิติใหม่ที่ยากจะมีใครเทียบเคียง