
Hall Of Fame “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ที่สุดตลอดกาล "ทีมชาติโปรตุเกส"
Hall Of Fame “คริสเตียโน่ โรนัลโด้” ที่สุดตลอดกาล "ทีมชาติโปรตุเกส"
หากพูดถึงนักเตะที่เป็นสัญลักษณ์ของทีมชาติโปรตุเกสมากที่สุดตลอดกาล ชื่อแรกที่หลายคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น “คริสเตียโน โรนัลโด” นักเตะผู้สร้างสถิติมากมายและพาทีมชาติโปรตุเกสก้าวขึ้นสู่ความสำเร็จในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน จากเด็กหนุ่มวัย 18 ปี สู่กัปตันทีมผู้พาชาติคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ วันนี้จะพาย้อนกลับไปชมเส้นทางอันยิ่งใหญ่ของเขากับทีมชาติโปรตุเกส ว่าทำไมชื่อของเขาจึงถูกยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
คริสเตียโน โรนัลโด ดอส ซานโตส อเวโร หรือที่รู้จักกันชื่อเล่น “CR7” เขาเริ่มลงเล่นให้ทีมชาติโปรตุเกสนัดแรกในเกมอุ่นเครื่องด้วยวัย 18 ปี ที่พบกับ คาซัคสถาน ลงมาเป็นตัวสำรองแทนที่ หลุยส์ ฟิโก
หนึ่งปีหลังจากที่ได้ประเดิมเดบิวต์ “โรนัลโด” ได้ถูกเรียกให้ติดทีมชาติไปลุยศึกยูโร 2004 ซึ่งถือเป็นรายการใหญ่รายการแรกที่เขาได้ลงเล่น และเขาสามารถทำประตูได้ในเกมที่แพ้ กรีซ 2-1 ก่อนที่จะพบกับกรีซอีกครั้งในนัดชิงชนะเลิศ แต่ก็ยังคงพ่ายแพ้และจบด้วยการเป็นรองแชมป์ แต่ถึงอย่างนัดด้วยฟอร์มที่ดีของโรนัลโด ก็ทำให้เขามีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมของทัวร์นาเมนต์ยูโร 2004 ในครั้งนั้น จากผลงานทำ 2 ประตูกับอีก 2 แอสซิสต์
สองปีต่อมาในศึกฟุตบอลโลก 2006 ครั้งนี้ “โรนัลโด” ไม่ได้มาด้วยการเป็นดาวรุ่งแต่เป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของทีม ทำได้ 1 ประตูจากลูกจุดโทษในเกมพบทีมชาติอิหร่าน และกลายเป็นผู้เล่นทำประตูที่อายุน้อยที่สุดของโปรตุเกสในรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลก โปรตุเกสทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนถึงเข้าสู่รอบรองชนะเลิศก่อนที่จะแพ้ฝรั่ง 1-0 และแพ้เยอรมนี 1-0 ในนัดชิงชนะเลิศอันดับที่ 3 ทำให้ฟุตบอลโลกครั้งนั้น โปรตุเกสของโรนัลโด จบด้วยอันดับที่ 4 ของฟุตบอลโลกปี 2006
หลังจากจบศึกฟุตบอลโลกปี 2006 ชื่อของ “คริสเตียโน โรนัลโด” ก็เป็นที่พูดถึงมากขึ้นจนมาถึงศึกยูโรปี 2008 เขาลงเล่นในฐานะซุปเปอร์สตาร์เต็มตัว หลังพาแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ในฤดูกาลล่าสุด แต่ในศึกยูโรครั้งนี้ “ทัพฝอยทอง” กับต้องหยุดอยู่ที่รอบก่อนรองชนะเลิศหลังจากแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมนี 3-2 ส่งผลให้ความฝันในการคว้าแชมป์ระดับทีมชาติของเขายังต้องรอต่อไป
ในศึกฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้ โปรตุเกสมีฟอร์มที่ดีเพียงนัดเดียวคือนัดที่ชนะเกาหลีเหนือ 7-0 และ โรนัลโด ทำได้ 1 ประตู เป็นประตูแรกในรอบ 16 เดือนของเจ้าตัวในทีมชาติ เป็นเกมที่เขามีส่วนร่วมกับเกมรุกหลายจังหวะ แต่ต้องผิดหวังอีกครั้งหลังจากต้องสิ้นสุดเส้นทางเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้ายที่พ่ายให้กับทีมชาติสเปน 1-0 ก่อนที่ในท้ายที่สุดจะเป็นสเปนที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกปี 2010 ไปครอง
ศึกยูโร 2012 ในรอบแบ่งกลุ่ม โรนัลโด ทำได้ 2 ประตุ ในเกมที่พบกับทีมชาติเนเธอแลนด์ พาทีมชาติโปรตุเกสชนะ 2-1 และเป็นคนทำประตูชัยในเกมรอบก่อนรองชนะเลิศที่เอาชนะสาธารณะรัฐเช็ก 1-0 ก่อนที่ในรอบรองชนะเลิศจะต้องพบกับทีมชาติสเปน เสมอในเวลา 0-0 และพ่ายแพ้จุดโทษในท้ายที่สุด ทำให้ต้องผิดหวังอีกครั้งในระดับทีมชาติ และในอีก 2 ปีต่อมาในศึกฟุตบอลโลกปี 2014 ที่ประเทศบราซิล ทีมชาติโปรตุเกสของโรนัลโด ก็ยังคงต้องผิดหวังหลังจากต้องตกรอบตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่มด้วยผลต่างประตูได้เสีย และ “โรนัลโด” ทำได้ 1 ประตูกับอีก 1 แอสซิสต์ในทัวร์นาเมนต์นั้น
หลังจากผิดหวังมาเป็นทศวรรษในระดับทีมชาติ ก็เดินทางมาถึงศึกยูโร 2016 ที่ประเทศฝรั่งเศส เขาพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศพบกับเจ้าภาพอย่าง “ทีมชาติฝรั่งเศส” แต่นัดชิงชนะเลิศสำหรับตัวเขาต้องจบลงด้วยเวลาเพียง 25 นาทีหลังจากที่เจ้าตัวได้รับอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวจนต้องเปลี่ยนตัวออก แต่ตัวเขายังคงยืนกระตุ้นและให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมอยู่ข้างสนามอย่างไม่ลดละ และยังคงเชื่อมั่นในตัวเพื่อนร่วมทีมอย่างเต็มที่ ก่อนที่ท้ายที่สุด “เอแดร์" จะยิงประตูชัยในช่วงต่อเวลาพิเศษทำให้สุดท้ายทีมชาติโปรตุเกส คว้าแชมป์ยูโรปี 2016 และเป็นครั้งแรกของประเทศ ทำให้สิ้นสุดความผิดหวังของ คริสเตียโน โรนัลโด ลงได้
ในศึกฟุตบอลโลกปี 2018 ที่ประเทศรัสเซีย คือทัวร์นาเมนต์ที่ “คริสเตียโน โรนัลโด” เปิดฉากด้วยผลงานระดับตำนาน ด้วยการยิงแฮตทริกใส่สเปนในเกมเสมอ 3-3 กลายเป็นหนึ่งในแมตช์ที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก ก่อนจะต่อยอดด้วยการยิงประตูชัยใส่โมร็อกโกในเกมถัดมา ทำให้เขายิงรวม 4 ประตูในรอบแบ่งกลุ่มและพาโปรตุเกสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม หลังจากช่วงพีคในสองนัดแรก โรนัลโดไม่สามารถทำประตูเพิ่มได้อีก และโปรตุเกสต้องหยุดเส้นทางไว้ที่รอบ 16 ทีมสุดท้ายหลังพ่ายอุรุกวัย 1-2 ส่งผลให้ฟุตบอลโลกครั้งนี้ถูกจดจำในฐานะทัวร์นาเมนต์ที่เขาเริ่มต้นอย่างยิ่งใหญ่ แต่ไม่สามารถปิดฉากด้วยความสำเร็จระดับแชมป์โลกได้
ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก 2019 คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ของคริสเตียโน โรนัลโด ในฐานะกัปตันทีมชาติโปรตุเกส โดยเขายิงแฮตทริกใส่สวิตเซอร์แลนด์ในรอบรองชนะเลิศพาทีมเข้าชิง ก่อนโปรตุเกสจะชนะเนเธอร์แลนด์ 1-0 คว้าแชมป์รายการนี้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ แม้ไม่ยิงในนัดชิง แต่เขายังคงเป็นผู้นำสำคัญของทีมจนคว้าแชมป์ได้สำเร็จ และคว้าแชมป์รายการนี้ไดอีกครั้งในปี 2025
เมื่อเข้าสู่ทศวรรษใหม่ “คริสเตียโน โรนัลโด” ยังคงยืนหยัดในสีเสื้อทีมชาติโปรตุเกส แม้อายุจะมากขึ้น แต่ความสำคัญของเขาในทีมไม่ได้ลดลงเลย ตรงกันข้าม เขายังเป็นศูนย์กลางของเกมรุกและเป็นผู้นำทั้งในและนอกสนาม ศึกยูโร 2020 เขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยม ยิงประตูสำคัญหลายลูกจนคว้าตำแหน่งดาวซัลโวร่วมของทัวร์นาเมนต์ พร้อมสร้างสถิติยิงประตูในศึกยูโรได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์ แม้โปรตุเกสจะจบเส้นทางเพียงรอบ 16 ทีมสุดท้าย จากการแพ้ เบลเยียม 1-0 แต่ชื่อของเขายังคงถูกจารึกในฐานะหนึ่งในผู้เล่นที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรายการ
ในฟุตบอลโลก 2022 "โรนัลโด” สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นนักเตะคนแรกที่ยิงประตูในฟุตบอลโลกได้ถึง 5 สมัยติดต่อกัน แม้บทบาทในทีมจะเริ่มเปลี่ยนไปและโปรตุเกสต้องหยุดเส้นทางที่รอบก่อนรองชนะเลิศ หลังจากแพ้ โมร็อกโก 1-0 แต่เขายังคงเป็นสัญลักษณ์ของความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพ ก่อนจะเข้าสู่ยูโร 2024 ซึ่งเขากลายเป็นนักเตะที่ลงเล่นในศึกยูโรมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ตอกย้ำเส้นทางทีมชาติที่ยาวนานเกินสองทศวรรษ และทำให้ชื่อของเขากลายเป็นหนึ่งในสถิติที่แทบจะไม่มีใครก้าวตามทันได้อีกแล้ว
ในศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีกปี 2025 “คริสเตียโน โรนัลโด” มีบทบาทสำคัญในการพาโปรตุเกสคว้าแชมป์สมัยที่ 2 ของรายการ โดยในรอบรองชนะเลิศเขายิงประตูชัยช่วยทีมแซงชนะเยอรมนี 2-1 พาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ก่อนที่ในนัดชิงที่พบกับสเปน โปรตุเกสจะเสมอ 2-2 ใน 120 นาที โดยโรนัลโดทำประตูตีเสมอสำคัญในครึ่งหลัง และแม้จะถูกเปลี่ยนตัวออกในช่วงท้ายเพราะอาการล้าและเจ็บ แต่สุดท้ายทีมชาติโปรตุเกสชนะในการดวลจุดโทษ 5-3 คว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ พร้อมทำให้เขากลายเป็นผู้เล่นอายุมากที่สุดที่ลงเล่นและทำประตูในนัดชิงรายการนี้อีกด้วย
คริสเตียโน โรนัลโด คือหนึ่งในนักฟุตบอลที่มีสถิติและผลงานส่วนตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยทำประตูรวมอาชีพมากกว่า 973 ประตู (ทั้งสโมสรและทีมชาติ) และยิงให้ทีมชาติโปรตุเกสได้ 143 ประตู ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลของทีมชาติ ตลอดเส้นทางค้าแข้งเขาคว้า บัลลงดอร์ 5 สมัย, นักเตะชายยอดเยี่ยม 2 สมัย, และรางวัลรองเท้าทองคำยุโรป 4 ครั้ง พร้อมทั้งเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลของ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก (140 ประตู) และยิงประตูสูงสุดในประวัติศาสตร์ยูโร (14 ประตู) อีกทั้งยังถือสถิติลงเล่นและทำประตูในฟุตบอลโลกได้ถึง 5 สมัยติดต่อกัน ทำให้ชื่อของเขาถูกยกให้เป็นหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จและมีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก.
หมายเหตุ: การโฆษณาบนเว็บไซต์ www.7mth.mobi จัดทำตามข้อตกลงร่วมกันระหว่างฝ่ายสองฝ่ายตามสัญญา 7MTH ไม่รับประกันความเป็นจริงของข้อมูลโฆษณาดังกล่าว 7M ไม่รับผิดชอบในการซื้อขายหรือการทำธุรกรรมใดๆ ระหว่างคุณและลูกค้าโฆษณา
เวบไซด์นี้สงวนลิขสิทธิ์โดย 7MTH.mobi © 2003-2026